วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมบ้านจะโต๊ะ รอบที่1 ปฐมบท 17-20 กุมภาพันธ์ 2554


              เริ่มต้นจากนัดเที่ยวกับเพื่อนมัธยม โดยตัดสินใจเลือกระหว่างเที่ยวต่างประเทศกับการทำประโยชน์เพื่อสังคมร่วมกัน ไม่แปลกใจเลยที่พวกเรามีความคิดเห็นตรงกันว่าเลือกมาครูบ้านนอกในช่วงวันหยุดนี้ก่อนดีกว่า ครูเปิ้ลเป็นคนหาข้อมูลให้แต่เกือบจะไม่ได้มาด้วยกันเพราะไม่สบาย สุดท้ายแล้วก็มาตามนัดที่เชียงใหม่จนได้ ทั้งที่ครูเปิ้ลเป็นสาวขอนแก่นต้องเดินทางค่อนข้างไกล ยากลำบากกว่าคนที่มาจากกรุงเทพอย่างฉัน

              สำหรับครั้งแรกที่เข้าร่วมกิจกรรมครูบ้านนอกนั้น เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ไม่มั่นใจ รู้สึกเขินที่ถูกเรียกว่าครู เหมือนที่ถูกเรียกว่าหมอทั้งที่ไม่ใช่หมอเต็มตัว เป็นแค่หมอยาคนหนึ่งที่ไม่อยากแสดงตัว ขอเป็นแค่คนธรรมดา แต่เวลาครูเปิ้ลบอกว่าครูญาดาไม่สบาย เสียงแหบ ก็อดไม่ได้ที่จะแบ่งยาบรรเทาอาการเท่าที่มีให้  ตั้งแต่เวลาแรกพบ แนะนำตัวกัน สารภาพว่าจำชื่อครูกว่าหกสิบคนได้ไม่หมด จำได้เฉพาะครูที่สนิทด้วย จนถึงเวลาสรุปกิจกรรมหลังจบค่ายกับครูจะเด็ดที่โรงแรมภูมณี ไม่คิดว่าจะได้รับเลือกให้เป็นประธานหญิง เพราะยังพูดไม่กล้าแสดงออก พูดไม่ค่อยเก่ง ขอบคุณครูก้อยที่มองเห็นแววเสนอชื่อให้ เพราะเล็งเห็นถึงความบ้าที่ซ่อนอยู่ภายในตัวอาหมวยหน้าจืด สวมแว่นตาหนา ด้วยภาพพจน์ที่เย็นชาต่อคนแปลกหน้า แต่แปลงร่างเป็นคนที่มีชีวิตชีวาเวลาอยู่กับเด็กๆ

            นึกถึงภาพเด็กดอย รูปร่างผอม หน้าตามอมแมม น้ำมูกไหล ฟันผุ เป็นเหา สวมเสื้อผ้าสีหม่น วิ่งเล่นกลางลานโรงเรียนจนฝุ่นแดงฟุ้งตลบ พวกเขาเกิดและเติบโตท่ามกลางธรรมชาติ ดื่มน้ำจากลำธาร ใช้น้ำประปาจากภูเขา ใช้ไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีให้ใช้ได้อย่างจำกัดและไม่ทั่วถึง ไม่มีระบบกำจัดขยะจึงพบเห็นเศษถุงขนม ขวดน้ำ เกลื่อนกลาดอยู่ทั่วหมู่บ้าน  ร้านขายของเล็กเล็กในหมู่บ้านมีแต่น้ำหวาน ขนมหลอกเด็กที่ไม่ค่อยถูกหลักโภชนาการ เด็กทุกคนต้องช่วยทำงานบ้าน หลายคนอุ้มน้องใส่ไว้ในผ้าขาวม้า วิถีชีวิตของเด็กสาวชาวดอยผู้รักสวยรักงาม ชื่นชอบการเต้นตามเพลงที่ออกแนวเซ็กซี่ โดยทั่วไปแล้วไม่ต้องรอให้ถึงอายุที่จะใช้คำว่านางสาว ก็พร้อมที่จะออกเรือนเป็นแม่คนแล้ว

             พวกครูบ้านนอกได้เรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่าแบบเต็มที่ เด็กจะพาครูไปนอนที่บ้านด้วย บ้านบางคนต้องขึ้นเนิน แต่บ้านฉันต้องลงเนิน เจ้าของบ้านชื่อ ยะบูดี อาศัยอยู่กับภรรยาที่กำลังท้องแก่ ลูกสาวเจ้าของบ้านที่ค่อนข้างขี้อาย เป็นสาวน้อย นัยน์ตาคม ผมดำสลวย มีชื่อสมัยใหม่ว่า จิราพร ภูมิใจนำเสนอบ้านไม้ไผ่สานยกพื้นสูง มองลอดพื้นลงไปเห็นหมูน้อยสีดำวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้าน ห้องนอนเจ้าของบ้านถูกกั้นไว้ด้วยผนังไม้บาง เป็นห้องเล็กอยู่ด้านใน  ที่นอนที่ดีที่สุดถูกจัดไว้กลางห้องโถงของบ้านที่ใช้เป็นทั้งห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องอาหาร และห้องครัว เสียงไก่ขันปลุกให้ตื่น พร้อมควันไฟจากเตาฟืนที่อยู่ข้างเตียง พ่อบ้านกำลังหุงหาอาหารต้อนรับแขกที่ยังไม่ลืมตาตื่นดี อาหารเช้าตำรับชาวดอย ข้าวดอยเม็ดเล็ก เหนียวนุ่ม กับต้มจืดใส่ไข่ อากาศหนาวจับใจช่วงต้นปี ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าอาบน้ำ โดยเฉพาะในห้องน้ำ open air
             ตามกติกาของค่ายครูจะเด็ดจับแยกครูที่มาด้วยกันไปอยู่คนละบ้าน จับคู่ให้ครูที่ไม่เคยรู้จักกัน เป็นโชคดีที่ฉันได้พบรุ่นน้องร่วมคณะ ร่วมมหาวิทาลัยโดยบังเอิญ ครูทรายสาวน้อยร่างบางแต่เข้มแข็ง พูดไม่ค่อยทันฉัน แต่รับฟังด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ทำให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

             สิ่งของที่พวกเรานำมาบรจาคโดยมิได้นัดหมาย เต็มไปด้วยเครื่องเขียนที่เกินความจำเป็น ของเล่นตุ๊กตา เสื้อผ้า ขนมนมเนย สำหรับเด็กแล้วพวกเขาน่าจะมีความสุขกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อ้อมกอดของใครสักคนที่ให้ความสำคัญกับพวกเขาด้วยความปรารถนาดี ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นประโยชน์อะไรได้มาก แม้ไม่ได้มาสอนความรู้เรื่องยาตามความตั้งใจแรก เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง ได้แต่ฝากยาสามัญประจำบ้าน รวมทั้งหนังสือเรื่องยาน่ารู้ไว้กับคุณครู แม้ว่าจะต่างภาษา แต่รอยยิ้มใสซื่อ แววตาบริสุทธิ์ และหัวใจอิสระของเด็กเหล่านั้น สามารถสื่อสารมาถึงพวกครูได้ ด้วยความยินดีที่จะเป็นความสุขเล็กในความทรงจำส่วนหนึ่งของพวกเขา แค่ได้เป็นตุ๊กตาให้พวกเขาได้กอดเกาะติด หรือได้เป็นของเล่นให้พวกเขาได้ลากไปเที่ยวลำธารน้ำตก ก็รู้สึกดีกับการท่องเที่ยวในอีกรูปแบบ ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยล้า ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว แต่ก็ตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกมาทำความรู้จักกับหมู่บ้านชาวเขา ห่างไกลความเจริญทางวัตถุ แต่เต็มไปด้วยความสีสันแห่งชีวิตเช่นนี้
              บทเรียนที่ได้จากการออกค่ายครั้งแรก แม้ว่าเราอยากจะช่วยเหลือผู้อื่นมากเพียงใด แต่การที่จะทำสำเร็จด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ยาก จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีจากทีมงาน ที่มีความตั้งใจตรงกัน แม้ว่าจะเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายทหารเรือผู้มาตามหาลูกสะใภ้ เจ้าแม่ตลาดหุ้น แม่หมอนวด รุ่นน้องร่วมวิชาชีพที่พบกันโดยบังเอิญ หรือใครอีกหลายคนที่ยังไม่มีโอกาสได้คุยด้วยแม้กระทั่งเพื่อนของเราเองที่คบกันมากว่าสิบปี ก็เพิ่งจะเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ แต่เมื่อได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันแล้วก็เข้ากันได้ไม่ยาก จนทำให้งานประสบดำเนินไปตามวัตถุประสงค์

               ผลงานการสร้างห้องน้ำของครูชาย แม้จะไม่ใช่มืออาชีพ แต่ก็ทำกันเต็มความสามารถตามศักยภาพของแต่ละคน  ไม่มีใครอู้งาน หรือกินแรงเหมือนที่ทำงานที่เราเคยเจอ  ส่วนกิจกรรมเล็กๆของครูหญิง สอนเด็กแปรงฟัน ตัดเล็บ วาดรูประบายสี เล่านิทาน จัดระเบียบตู้ยาประจำโรงเรียน สอนเด็กพับนกกระดาษ ทำโมบายรูปหัวใจ แล้วก็ถูกเด็กสอนให้เล่นตบมือเป่ายิ้งฉุบ ร้องเพลงมังกรทอง โดยไม่มีเวลาว่างเด็กจะเข้ามาหาตลอดไม่ยอมกลับบ้าน จนครูกุ้งต้องเชิญกลับ เมื่อถึงเวลาอันสมควร
              ยามค่ำคืนถึงเวลาการต้อนรับตามประเพณีของชนเผ่าลาหู่หรือมูเซอ  กองไฟกลางลานโรงเรียนท่ามกลางแสงจันทร์ แขกผู้มาเยือนนั่งล้อมเป็นวงกลม ได้รับการผูกข้อมือจากผู้นำหมู่บ้าน กล่าวคำอวยพรที่ฟังไม่เข้าใจแต่รับรู้ได้ถึงการต้อนรับจากใจจริง ครูบางคนตื่นเต้นที่ได้แต่งชุดประจำเผ่า ชมการแสดงตีกลองจากเด็กชาย พร้อมเต้น "จะทึก" จากเด็กสาวในหมู่บ้าน เป็นความบันเทิงที่อิ่มหัวใจท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ครูบ้านนอกบางส่วนรวมตัวกันร้องเพลง"โรงเรียนของหนู"ด้วยความซาบซึ้งกินใจ   ด้วยอารมณ์เพลงที่เข้ากับบรรยากาศอย่างลงตัวจนเป็นที่มาของบทความ มนต์เพลงบ้านจะโต๊ะ ของครูขวัญ


              ด้วยความประทับใจในตัว  ครูดอยตัวจริงเพียงคนเดียวของที่นี่ ครูกุ้ง ยังสาวแถมยังสวยเกินกว่าที่จะเสียสละความสุขในชีวิต มาดูแลเด็กน้อยในท้องถิ่นห่างไกลกว่าหกสิบชีวิต แค่พวกเรามาอยู่แค่ไม่กี่วัน เลี้ยงเด็กแค่ไม่กี่คน ยังรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้ เทียบไม่ได้กับครูกุ้งที่ต้องอยู่ที่นี่ทุกวัน ดูแลพวกเขาทุกคน ครูกุ้งเป็นเหมือนวัคซีนแห่งความมุ่งมั่นที่มีตัวตนอยู่จริง
               นอกจากนั้นฉันรู้สึกประทับใจในตัวครูพรรณี ผู้เป็นต้นแบบของตัวเองหลังเกษียณ อีกยี่สิบสามสิบปีข้างหน้า อยากเป็นคนที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจเช่นนี้ พร้อมที่จะบำเพ็ญประโยชน์อย่างที่ใฝ่ฝันได้อย่างเต็มตัว เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองเริ่มหันมาดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้โรคภัยรุมเร้าเมื่ออายุมากขึ้น
              กว่าสี่วันที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านจะโต๊ะ เกิดเป็นความผูกพันกันจนเมื่อถึงเวลาอำลา ก็มีหยดน้ำตาจากครูหลายคน ครูกุ้งกล่าวขอบคุณและพูดว่า "ต่อไปคนจะได้รู้จักบ้านจะโต๊ะมากขึ้น" ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา ครูจะเด็ดพาบรรดาครูบ้านนอก ไปเที่ยวน้ำพุร้อนในอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน และเปลี่ยนเบอร์ที่อยู่ติดต่อกัน ร่วมสุขสันต์วันเกิดให้ครูบิ๋ม ก่อนจากลา
               ขอขอบคุณ มูลนิธิกระจกเงาโดยครูจะเด็ด ผู้เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วประเทศมาทำสิ่งที่อยากทำสักครั้งในชีวิต เป็นผู้นำจัดกิจกรรมครูบ้านนอกอย่างต่อเนื่อง ทั่วพื้นที่ของแต่ละชนเผ่าในเขตภาคเหนือ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศพื้นบ้าน เกิดเป็นเครือข่ายมิตรภาพที่ไม่มีวันหมดอายุ
               ภายหลังกลับจากค่ายแม้ว่าร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ภายในกลับรู้สึกได้ถึงกำลังใจที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่คงทน เพราะเสื่อมสลายไปในเวลาที่ต่อมา บทความนี้อาจเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบถ้วนเท่าบทอื่น เพราะยอมรับว่าในเวลานั้น ไม่คิดว่าพวกเราจะโอกาสได้รวมตัวกันในครั้งต่อไปอีก แต่ก็ดีใจที่ยังมีคนตั้งใจคิดและลงมือทำสิ่งดีดีอย่างไม่สิ้นสุด ขอบคุณครูบ้านนอก รุ่น 132 บ้านจะโต๊ะ เด็กดอยคอยรักทุกคน
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.bannok.com/volunteer/

แรงบันดาลใจ ครูดอย รุ่นล่าสุด

      ในค่ำคืนแรกของการรวมตัวของครูดอยรอบที่สี่  ใต้หลังคาโรงเรียนบ้านจะโต๊ะที่ถูกซ่อมแซมในรอบที่สอง อากาศภายนอกเริ่มมืดมิดและเหน็บหนาว อาศัยแสงเทียนเพียงไม่กี่เล่ม สร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเองให้กับครูบ้านนอกทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เป็นโอกาสทองสำหรับการเปิดใจระหว่างกัน เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ไม่มีเวลาได้ทำในรอบก่อน ครูบางคนจากที่เคยเป็นแค่คนแปลกหน้า ก็กลายเป็นคนสนิทอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเรามีสารเคมีบางอย่างที่เข้ากันได้ นั่นก็คือ หัวใจอาสา  ยอมเสียสละเวลาอันมีค่า เงินทองส่วนตัวเป็นทุนทรัพย์สำหรับการเดินทาง และร่วมบริจาคสิ่งของตามกำลังศรัทธา เพื่อสร้างความสุขให้กับคนที่เคยไม่รู้จักแต่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนลูกหลานของพวกเราไปแล้ว

ครูและเด็กหน้าห้องน้ำและอ่างล้างหน้าที่เสร็จสมบูรณ์
            เปิดงานด้วยเจ้าภาพหนุ่มใหญ่ครูวีระ ผู้นำที่สมกับเป็นชายชาติทหารเรือ ผู้ไม่เคยเหนื่อยหน่ายกับการสร้างความสัมพันธ์ให้เหนียวแน่น เป็นผู้เหนี่ยวนำให้เกิดเป็นสายใยที่สวยงามระหว่างกลุ่มคนน่ารักที่เรียกตัวเองว่า ครูบ้านนอก 132 บ้านจะโต๊ะ  
- ครูวีบอกเล่าถึงอุปสรรคนานากว่าจะมีการรวมตัวในครั้งนี้ เกือบจะต้องล้มเลิกงานกลางคัน ตั้งแต่เรื่องครูกุ้งกำลังป่วยด้วยโรคปวดหลัง กลัวว่าจะช่วยดูแลกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ ครูวีจึงต้องเสียสละตัวเองขึ้นมาเตรียมงานล่วงหน้าก่อนคนอื่น แต่ละวันต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ขึ้นลงดอย เตรียมความพร้อม วางแผนงาน วันละหลายรอบซึ่งเป็นงานที่หนักหนาพอสมควรสำหรับคนที่อายุใกล้เกษียณที่มีความรับผิดชอบอย่างสูงส่ง

ครูวี ประธานหนุ่ม

ครูแก้วประธานสาว
- ครูแก้วได้สิทธิ์พูดเป็นคนที่สอง ในฐานะประธานหญิงที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น นอกจากเล่นกับเด็ก ทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน แต่สารภาพตามความเป็นจริง ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ได้มา เพราะต้องลางานและแลกเวรที่โรงพยาบาล ไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะมาไกลขนาดนี้ ดีใจที่ได้พบเจอกลุ่มคนที่มีความคิดตรงกัน ทำงานเพื่อสังคมนั้นยังคงมีอยู่จริง
         แล้วต่อด้วยการรับน้องใหม่ ที่ได้รับคำชักชวนจากเพื่อนครูบ้านนอกรุ่นบุกเบิก ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวชื่อจริง อาชีพ ฐานะ สถานภาพสมรส เพราะทุกคนเป็นครูเหมือนกัน เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อของการออกค่ายในครั้งนี้อย่างเท่าเทียม  แม้ว่าครูใหม่จะยังพูดไม่เก่งในตอนแรก แต่ก็เป็นถ้อยคำที่พูดออกมาจากหัวใจ โดยมีครูรุ่นพี่ต้อนรับเข้าสู่กลุ่มครูบ้านนอก บ้านจะโต๊ะด้วยความยินดีด้วยความเต็มใจ
- ครูเอ เพื่อนครูขวัญ ครูหนุ่มตัวจริงพูดจามีหลักการสมกับที่เป็นอาจารย์พิเศษ สาขาบริหารการท่องเที่ยว พบว่าเด็กเมืองสมัยนี้ห่างไกลจากการมีน้ำใจ คิดถึงผู้อื่นน้อยลง เป็นเวลากว่าสิบสี่ปีที่ห่างหายจากการออกค่ายตั้งแต่สมัยนักศึกษา เนื่องจากทำงานจนไม่มีเวลา ในครั้งนี้อยากกลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง เพื่อจะได้ไปสอนลูกศิษย์ได้ ทั้งที่งานยุ่งจนเกือบจะลืมวันเดินทาง โชคดีที่ได้ครูขวัญชวนและคอยเตือนนัดหมาย รู้สึกประทับใจในผัดกระเพราฝีมือครูโย่งที่อร่อยจนไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสมาได้กินบนดอย


ครูเอ

ครูเชอรี่
- ครูเชอรี่เพื่อนซี้ครูแก้ว สาวหมวยเจ้าของร้านขายยาที่มหาชัย มาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งแรก ทั้งที่ไม่เคยออกค่ายตอนเรียนมหาวิทยาลัยเพราะคณะเภสัช เรียนหนัก สาวรูปร่างบอบบางแลดูเหมือนคุณหนู เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นขาลุยไม่แพ้ใคร น่ารักจนมีคนถามว่าทำไมไม่ตามครูแก้วมาตั้งแต่รอบแรก ครูแก้วก็รีบตอบว่า “ถ้าพาครูเชอรี่มาด้วย ก็ไม่มีใครมองแก้วสิคะ” เรียกเสียงหัวเราะจากครูหนุ่ม ซึ่งทำให้เข้าใจเหตุผลในทันที
- ครูเบนซ์มือกีตาร์เทพ หนุ่มตี๋จากหาดใหญ่ โชว์เพลงซึ้ง และคารมคมคาย ในฐานะนักธุรกิจที่เคยผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมาแล้ว จนมาถึงวันหนึ่งได้คิดทบทวนว่าตัวเราน่าจะทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ โอกาสเหมาะจึงตัดสินใจมาร่วมกิจกรรมกับครูโอม เพื่อนเก่าชาวใต้ แล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้มาเจอคนที่มีจิตใจดีดีเหมือนกัน

ครูเบนซ์

ครูเจิน
- ครูเจิน เพื่อนครูทราย ครูเนิรสเซอรี่ตัวจริงเสียงจริงจากจังหวัดตรัง สาวหมวยผู้มีรอยยิ้มสดใส เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นรอบแรก เป็นผู้นำสอนร้องเพลงเก็บขยะอย่างมืออาชีพ ดีใจที่ได้มาเจอเพื่อนใหม่ที่น่ารัก ชื่นชอบกล้วยป่าที่เด็กเก็บให้ระหว่างทางไปน้ำตก ชมว่าเป็นกล้วยที่อร่อยที่สุดในโลก
            ไม่ต้องเสียงเวลาคั่นโฆษณา ตามต่อมาด้วยครูเก่าที่เคยมาร่วมกิจกรรมแล้วหลายครั้ง เรียงตามอายุ เหลือน้อยไปยังเหลือมาก
- ครูญาดา หมอนวดไทยฝีมือดี ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจมาตั้งแต่ครั้งแรก เพียงแค่อยากลองมาทำกิจกรรมกับครูทิพย์ โดยที่ไม่เคยคาดหวังอะไร แต่กลับได้รับมิตรภาพทั้งจากเพื่อนครูและเด็กๆ ทั้งที่มีคนถาม เพราะสงสัยว่าทำไมมาที่เดิมซ้ำซ้ำ ทำไมไม่เปลี่ยนไปที่อื่นบ้าง แล้วถ้าเราเอาของมาให้เขาบ่อยๆอาจทำให้เด็กเสียนิสัย ครูญาดาก็ยังยึดมั่นในความตั้งใจ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองประทับใจบ้านจะโต๊ะขนาดนี้

ครูญาดา

ครูหวาน

- ครูหวาน ข้าราชการกรมที่ดิน พูดจาไพเราะเสียงหวานเหมือนน้ำตาลเมืองเพชรที่บ้านเกิด ตั้งแต่มาครั้งแรกยังไม่รู้จักใคร ได้เข้ามารวมทีมเพราะคำชักชวนของครูวี  เป็นผู้ที่ชื่นชอบการเสริมสวยให้เด็ก จนประธานหญิงเล่งเห็นความสามารถจึงมอบหมายหน้าที่หาเหาให้เด็กในฐานตรวจสุขภาพ ด้วยความชื่นชอบการถ่ายรูปและเล่นเฟสบุ๊ค ทำให้เพื่อนเราได้เห็นรูปสวยก่อนใคร

- ครูโย่ง  บอกว่าเคยพบเจอคนในสังคมแก่งแย่งชิงดี จึงอยากมาที่นี่ ที่ที่มีแต่คนที่ "ไม่เห็นแก่ตัว"แต่ครูโย่งทำให้เพื่อนกลายเป็นคน"เห็นแก่กิน" เพราะครูหลายคนขอยกให้เมนูพะแนงหมูเป็นสุดยอดที่ต้องกดไลท์ เรียกร้องให้ครูโย่งเปิดร้านอาหารควบคู่กับการเป็นนายธนาคารธนชาติ ครูโย่งตอบรับคำเชิญจากประธานชายโดยตรงให้มารวมภารกิจสำคัญของการออกค่ายในครั้งนี้

ครูโย่ง
ครูสวน
- ครูสวน นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ยอมรับว่าชอบกิจกรรมอาสาอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมาเป็นครูสอนเด็ก เมื่อได้รับคำชักชวนจากครูวี ก็ตอบรับมา รู้สึกประทับใจกับเพื่อนครูทุกคน มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ทุกครั้งก็จะหอบหิ้วข้าวเกรียบปลาของอร่อยจากบ้านเกิดที่ปัตตานี มาทอดสดสดให้เด็กและเพื่อนครูได้อิ่มท้อง พร้อมด้วยกล้องคู่กายคู่ใจที่ถ่ายทอดรูปภาพที่ได้อารมณ์
- ครูทราย ดูแลธุรกิจค้าอะไหล่รถยนต์ของครอบครัว คิดว่าตัวเองเป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ ของภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่ในทุกรอบก็ไม่เคยขาดครูทรายคนนี้ อยากจะขอบอกว่ารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มีครูทรายมาด้วย เพราะแน่ใจได้ว่าจะมีน้องสาวร่วมสถาบันคอยช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ครั้งนี้ประธานหญิงจึงมอบหมายการบ้านวิชาสอนแปรงฟัน ให้ครูทรายได้แสดงฝีมือ ทำการบ้านหาคลิปมาซ้อมเต้น ครูทรายกล่าวปิดท้ายว่าดีใจที่ได้มาเจอเพื่อนๆพี่ๆที่น่ารักทุกคน
ครูทราย
 - ครูบอย ผู้หาทุนสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ วิศวกรหนุ่มอุตส่าห์เดินทางชลบุรีมาเชียงใหม่ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ กระดูกนิ้วก้อยแตกเพราะลื่นล้มขณะขนสัมภาระที่หมอชิต กว่าสองวันที่ต้องเก็บซ่อนความเจ็บปวดภายใต้รอยยิ้ม โดยไม่ล้มเลิกความตั้งใจ กล่าวขอบคุณ มูลนิธิกระจกเงา ครูจะเด็ดที่ชักนำให้เกิดการรวมตัวในครั้งแรก เป็นผู้ริเริ่มคำคมที่ว่า “จากที่คิดว่าจะมาเป็นผู้ให้กลับกลายเป็นผู้รับแทน”
 
ครูบอย

ครูขวัญ


- ครูขวัญ อาจารย์สาวสวยมหาวิทยาลัยนเรศวร สวยหุ่นดีจนผู้หญิงยังแอบมอง เป็นครูบ้านนอกยุคบุกเบิก ก่อนที่จะมาบ้านจะโต๊ะ เคยร่วมกิจกรรมกับกระจกเงามาแล้วสามครั้ง ส่วนที่จะโต๊ะก็ไม่ได้มาทุกรอบเพราะย้ายที่ทำงาน ที่มาเพราะอยากทำให้ความรู้สึกของตัวเองดีขึ้น แม้ว่าครูขวัญจะได้บอกเล่าถึงความกดดันของงานใหม่ที่เจอในวงโต๊ะข้าวซอยหลังลงจากดอย แต่ขอให้รู้ว่าจะมีเพื่อนครูคอยเป็นกำลังใจให้ครูขวัญต่อสู้กับภารกิจที่รออยู่

ครูต้น
- ครูต้น หัวเรี่ยวหัวแรงงานก่อสร้าง หลังจากที่ดื่มด่ำกับสุราจนได้ที่ ก็เรียกเสียงเฮฮา ได้ด้วยวลีที่ว่า “ผมยังโสด” แล้วตามด้วยถ้อยคำซึ้งกินใจที่ว่า เมื่อเราตายไปคงเอาอะไรไปไม่ได้ จึงอยากจะฝากชื่อไว้ ทำประโยชน์ตอบแทนให้สังคมบ้าง สาธุ
- ครูโอมเพี้ยง ขาประจำในทุกรอบ กล่าวเท้าความไปถึงสมัยเด็กในวิชาแนะแนวก็รู้ตัวว่าอยากเป็นครูดอย แต่ในความเป็นจริงก็ไม่สามารถมาอยู่ที่นี่ทุกวันเหมือนครูกุ้งได้ ครูโอมเป็นแม่ทัพนำกิจกรรมเด็กได้ดีมากสมกับเป็นออแกนไนเซอร์มือทอง ถูกชะตาจนเป็นเหมือนกับพ่อบุญธรรมของเด็กน้อยยะแฮ

ครูโอม
- ครูสุสารภาพว่าตัวเองไม่ถนัดเป็นนางงามรักเด็ก เพราะเด็กมีความละเอียดอ่อน จึงชอบช่วยเป็นแรงงานมากกว่า จนเป็นที่มาของตำนานรักกับครูเบิ้ม ผลิตผลความรักจากกามเทพตั้งแต่ค่ายครั้งแรก ให้มุมมองถึงการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ขอขอบคุณสำหรับการเป็นตัวแทนบอกเล่ากิจกรรมดีดีจนได้รับสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับเด็กดอยจากเจ้านายฝรั่ง

ครูสุ
- ครูเบิ้ม เคยเป็นครูอาสาอยู่ที่ปู่หมื่น กว่าสามเดือน ทำงานร่วมกับมูลนิธิกระจกเงามาก่อนใคร
ขอขอบคุณครูญาดา ผู้มีความจำเป็นเลิศ ช่วยเรียบเรียงถ้อยคำที่มีคุณค่า น่าจดจำ ขออภัยหากถ่ายทอดขาดตกบกพร่อง เพราะไม่ได้บันทึกด้วยเทคโนโลยี แต่บันทึกด้วยความทรงจำ กลายเป็นบันทึกไม่ลับ ใต้แสงเทียน ฉบับนี้ ขอขอบคุณครูบ้านนอกทุกคน ผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีดีครั้งแล้วครั้งเล่า ขออนุญาตเผยแพร่เรื่องราวน่าประทับใจในโลกอินเตอร์เน็ต ให้ผู้คนได้รู้จักกลุ่มครูบ้านนอก บ้านจะโต๊ะเพิ่มขึ้น

รวมครูสาว

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมบ้านจะโต๊ะ รอบที่ 4 สร้างอ่างล้างมือ ซ่อมห้องน้ำ

วันออกเดินทาง ค่ำคืนของวันที่ 19 ตุลาคม 2555 พวกเรานัดหมายกันออกเดินทางจากหมอชิต มีครูหน้าใหม่มารวมทีม ครูทรายเป็นผู้จัดการตั๋วเดินทางต่อจากครูวีที่ล่วงหน้าไปเตรียมงานก่อน ครูแต่ละคนเริ่มปรากฎตัวเหมือนรู้หน้าที่ของตัวเอง  แค่นัดหมายกันว่าเจอกันหน้าเซเว่นที่หมอชิต  ผู้คนเริ่มเป็นกลุ่มเป็นก้อนพร้อมด้วยสิ่งของที่เริ่มมากมาย ยังไม่ทันจะออกจากสถานีขนส่งกรุงเทพก็ได้สัมผัสกับความประทับใจจากคนแปลกหน้า เด็กหนุ่มประจำรถที่มาช่วยขนสัมภาระ เมื่อรู้ว่าพวกเรากำลังจะไปสอนหนังสือเด็กบนดอย ก็ขอฝากนมกล่องหนึ่งลังไปร่วมทำบุญด้วย มีครูทิพย์ติดธุระไปด้วยไม่ได้แต่มาส่ง  ครูแยมก็ฝากของกล่องใหญ่ไปให้เด็กๆ
วันแรก 20 ตุลาคม 2555
แม้ว่าใน facebook ของกลุ่มครูบ้านนอก 132 อาจจะดูเงียบเหงา ไม่มีใครแน่ใจว่าใครไป จนน่ากังวลว่าจะมีทีมงานไม่พอทำกิจกรรมที่อุตส่าห์คิดมา แต่พอถึงเวลาจริงก็อุ่นใจเพราะมีครูร่วมเดินทางกันหลายชีวิต รวมทั้งที่ไปสมทบกับครูที่เดินทางไปรอก่อนแล้วอีกหลายคน ได้พูดคุยทำความรู้จักกับครูหน้าใหม่ป้ายแดง ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางกับนิววิริยะทัวร์ หลังจากการหลับบ้างไม่หลับบ้างบนรถทัวร์เบาะกว้าง ครั้งนี้นอกจากรถทัวร์จะถึงสายกว่าเวลาที่กำหนดจนทำให้คนที่รอรับเป็นห่วง แล้วยังต้องระวังเด็กรถขนสัมภาระของพวกเราลงผิดที่
เหมือนทุกครั้งเมื่อเรามาถึงหน้าที่ว่าการอำเภอฝาง จุดปลายทางซึ่งนัดหมายกับครูกุ้งและครูวีมาต้อนรับ แล้วพาพวกเราแวะพักที่โรงแรมประจำ ภูมณี ลาหู่ โฮเทล เพื่อล้างหน้าล้างตา ปลุกประสาทด้วยกาแฟแท้จากดอยปู่หมื่นก่อนเดินทางขึ้นดอย  หนทางที่ทุรกันดารคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับครูใหม่ แต่เป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับครูเก่าที่รู้ว่าหลังเส้นทางทรหดนั้น ยังมีบางสิ่งบางอย่างรอคอยพวกเราอยู่

นั่นคือประเพณีกินข้าวใหม่ ถือเป็นการฉลองฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแรกของปี สำหรับชนเผ่าลาหู่หรือมู่เซอ เชื้อสายหลักของคนในหมู่บ้านจะโต๊ะ เมื่อพวกครูบ้านนอกเดินทางไปถึง  หลังจบพิธีการทักทายครูเก่าและแนะนำครูใหม่ เด็กดอยไม่ขี้อายกับคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย เด็กไม่รอช้าเข้ามาลากจูงครูแต่ละคนไปกินข้าวที่บ้านของตัวเอง ในครั้งนี้แอบสังเกตเห็นว่าหมูดำ สัตว์เลี้ยงที่เคยวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านหายหน้าหายตาไป คงเป็นเพราะกลายร่างเป็น ลาบ ต้มยำ ห่อหมกตำรับชาวเขา ในถ้วยชามของพวกเรา มื้อแรกที่บ้านจะโต๊ะจึงเป็นเหตุผลให้การกินเจของใครหลายคนขาดสะบั้น

วันนี้เป็นวันพิเศษที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง เห็นได้จากรถยนต์กระบะหลายคันของญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่น พวกเด็กๆแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่สีสันสดใส เสียงเพลงทันสมัยจากบ้านผู้มีอันจะกิน พร้อมด้วยเหล้ายาอาหารตลอดทั้งวันทั้งคืน


 กิจกรรมในวันแรก หลังจากร่วมประเพณีกับชาวบ้าน ครูผู้ชายก็แยกย้ายกันไปใช้แรงงาน แบกหิน ร่อนทราย โบกปูน ก่ออิฐ จนกลายเป็นอ่างน้ำอเนกประสงค์ โดยที่ครูวีได้วางรากฐานท่อน้ำให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนครูผู้หญิง อย่างครูขวัญตัวจริงก็ขับกล่อมเด็กๆที่คิดถึงด้วยเสียงเพลงจากอูคูเลเล่ หลังจากรอบที่แล้วฝากเป็นวิดีโอคลิปมา แล้วต่อด้วยการออกกำลังกายด้วยการเต้นท่าควบขี่ม้า กังนัมสไตล์ สุดฮิต ครูใจดีหน้าใหม่อย่างครูเชอรี่ถูกสอนให้เล่นตบมือ เพลงมังกรทอง การละเล่นยอดฮิตของเด็กที่นี่  ครูสวนเริ่มต้นเข้าครัวทอดข้าวเกรียบปลา เป็นของว่างแสนอร่อย  ครูแก้วช่วยตักไอติมแจกเด็กๆ ครูหวานถ่ายรูปเด็กอย่างสนุกสนาน ครูทรายกับครูสุ กลายเป็นลูกมื้อเตรียมกับข้าวเย็น อาหารมื้อแรกฝีมือครูโย่ง

ด้วยความทุ่มเทในการขนของทำให้ครูบอยหกล้มจนข้อเท้าบวมตั้งแต่ที่หมอชิตแล้ว  หลังกินยาแก้อักเสบบรรเทาอาการยังต้องอดทนกับความเจ็บปวด ได้รับการดูแลด้วยแพทย์แผนไทยโดยครูญาดา และการรักษาด้วย กัวซา คือการขูดไล่พิษด้วยกำไลเงิน จากหญิงสาวชาวเขา ขอนับถือในความเข้มแข็งของครูบอยที่จะมาปฎิบัติภารกิจตามที่ตั้งใจ
เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โต๊ะนักเรียนที่วางเรียงต่อกันเป็นแถวเพื่อวางอาหารเย็น พวกเราอิ่มหน่ำกับผัดกะเพรา พะแนงหมูฝีมือครูโย่ง จนครูเอบอกว่าไม่คาดหวังว่าอาหารบนดอยจะอร่อยอย่างนี้ สร้างรอยยิ้มภูมิใจให้กับหัวหน้าหน่วยโภชนาการ จนพวกเราทุกคนพร้อมใจกันยกตำแหน่งเชฟกระทะเหล็กให้ครูโย่ง นายธนาคารหนุ่มเป็นบุคคลทรงคุณค่าสำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะกองทัพเดินได้ด้วยท้อง

ครูดอยคนเดียวของบ้านจะโต๊ะ ครูกุ้งยังคงน่ารัก ใจดีเหมือนเดิม เป็นข่าวดีที่ได้รู้ว่าปีนี้ได้งบสนับสนุนครูผู้ช่วยอีกหนึ่งคน คือครูอ้วน เป็นครูอาสาที่ยอมรับงานที่เดินทางลำบาก เงินเดือนแค่สามพันบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับชีวิตของลูกสาว เพราะตอนที่น้องผึ้งประสบอุบัติเหตุอาการสาหัส ครูอ้วนเคยพูดไว้ว่าจะยอมทำทุกอย่างขอให้ลูกรอดชีวิต จนในวันนี้น้องผึ้งลูกสาวของครูอ้วนก็กลายมาเป็นผู้ช่วยคุณแม่ที่จะโต๊ะด้วย
ท่ามกลางแสงเทียน ภายใต้หลังคาโรงเรียน ค่ำคืนแรกของการมาถึง พวกเรามีโอกาสได้เปิดใจร่วมกัน เริ่มต้นจากประธานชายครูวี เล่าถึงอุปสรรคก่อนที่จะเกิดการรวมตัวในครั้งที่สี่นี้ และประธานหญิงครูแก้ว  ตามมาด้วยการเล่าที่มาที่ไปของครูใหม่ ต่อการมาค่ายในครั้งนี้ ต่อด้วยความประทับใจของครูเก่าทีละคน จนปิดท้ายด้วยครูเบิ้ม พวกเราแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ประทับซึ่งกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่ซาบซึ้งและมีเสียงหัวเราะเป็นบางช่วงจากคารมของครูต้น ครูโอม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความแรงบันดาลใจครูดอยรุ่นล่าสุด
หลังจากนั้นกลุ่มครูบางคนก็เริ่มต้นร้องรำทำเพลงรอบกองไฟ ครูใหม่อย่างครูเบนซ์โชว์ฝีมือเล่นกีตาร์ ส่วนครูเอแสดงความสามารถในการร้องเพลงท่อนแรก โดยมีคณะนักร้องสาวช่วยกันร้องต่อจนจบบ้างไม่จบบาง ท่ามกลางแสงดาวในคืนเดือนมืด อากาศเริ่มเหน็บหนาว แต่ภายในใจกลับอบอุ่น ราตรีสวัสดีด้วยความสุข ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ฟื้นพลังเพื่อเตรียมรับกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น

วันที่สอง 21 ตุลาคม 2555

ตื่นเช้ามาด้วยเสียงปลุกของเพ็ญศรี "คุณครูขา ตื่นได้แล้วคะ" แม้ว่าเมื่อคืนจะนอนดึก ถ้าอยู่บ้านก็คงจะล้มตัวลงนอนต่อแต่พอรู้ตัวว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหนก็ลุกขึ้นตื่นได้อย่างสดชื่นเติมแรงมื้อเช้าด้วยไข่ลวก ขนมปังหน้าต่าง ๆ กาแฟแก้ง่วงที่ท่านประธานชายจัดมาปรนนิบัติ แค่นี้ก็พร้อมสำหรับกิจกรรมช่วงเช้า ครูกุ้งแจกชุดกีฬาสีม่วงที่ได้รับสนับสนุนจากการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) หลังจากเปลี่ยนชุดอย่างพร้อมเพรียง

ครูโอมเพี้ยงเจ้าเก่าก็นำกิจกรรม แบ่งเด็กเป็นสี่แถว เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้สี่สิบสี่คน เริ่มต้นกิจกรรมตรวจสุขภาพด้วยการประเมินนพัฒนาการการเจริญเติบโตด้วยการถามชื่อ อายุ กับครูทราย ชั่งน้ำหนักกับครูสุ  วัดส่วนสูงกับครูเชอรี่ ถ่ายรูปทำทะเบียนกับครูสวน ตรวจความสะอาดของร่างกายเหากับครูหวาน ตรวจเล็บมือกับครูบอย สำหรับเด็กทุกคนก็จะได้รับนมอัดเม็ดเพื่อเสริมแคลเซียมให้กระดูก เกลือเสริมไอโอดีนป้องกันโรคเอ๋อ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำหรับทำกิจกรรมต่อไป ขาดไม่ได้กับ ขนมและนมกล่อง ที่ครูญาดาช่วยใส่ถุงให้ ก่อนที่จะแจกวิตามินซีหลากสีที่ครูเชอรรี่เตรียมมา โดยความรอบคอบของครูบอยจึงขอให้ครูอ้วนช่วยแนะนำไม่ให้เด็กๆหยิบยาของพ่อแม่มากิน

               ผลจากการประเมินพัฒนาการ กับกราฟแสดงการเจริญเติบโตของเด็ก แบ่งเป็นเพศหญิง เพศชาย ว่าอยู่ในประเภท อ้วน หรือ ผอม หรือ สมส่วน พบว่าเด็กบ้านจะโต๊ะส่วนใหญ่มีรูปร่างสมส่วน พบเด็กผอมไม่กี่คน ไม่พบเด็กอ้วนเลย นำรายชื่อเด็กที่ผอมให้ครูกุ้งจ่ายยาบำรุงและยาถ่ายพยาธิ  ครูหวานกล่าวชื่นชมที่ตรวจไม่พบเหาเหมือนที่เจอเมื่อปีก่อน แสดงว่าเด็กรักษาสัญญาดูแลความสะอาดได้ดีขึ้น จึงได้แต่ฝากแชมพูฆ่าเหาไว้กับครูกุ้งโดยที่ไม่ได้ใช้ แม้ว่าเล็บมือของเด็กจะยังยาวและดำอยู่ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมต่อไปด้วยการสอนร้องเพลงประกอบท่าทางการล้างมือ
หลังจากนั้นก็ได้เวลาแบ่งทีมออกแรง แบง่เป็นสี่ทีม มีครูประจำทีม ตั้งชื่อทีม ทำท่าทางของสัตว์คนละชนิด เมื่อเด็กในทีมอยากทำท่ากระต่าย แต่ครูไม่รู้ว่าร้องอย่างไร จึงร้องคำว่า กระต่ายแทน เป็นหน้าที่ของครูเจินนำร้องเพลงเก็บขยะ ก่อนให้สัญญาณเริ่มการแข่งขันเก็บขยะรอบหมู่บ้านภายในเวลาที่กำหนด สิ้นเสียงระฆังปล่อยตัว เด็กแต่ละทีมก็วิ่งไปหาขยะจนทั่ว บางทีมวิ่งไปที่ถังขยะของหมู่บ้านเก็บขยะมาใส่ถุง บางทีมเก็บขยะในโรงเรียนก็หยิบขวดน้ำที่ยังไม่หมดของครูมาทิ้งด้วย เมื่อหมดเวลาครูเจินก็สอนเรื่องการแยกขยะ เก็บขวดน้ำไว้ขายต่อได้  มอบของรางวัลให้ทีมที่เก็บขยะได้มากที่สุด แม้ว่าจะไม่ใช่กิจกรรมที่ยั่งยืน ชาวบ้านเห็นเป็นเรื่องตลก และพวกเขาก็ยังคงทิ้งขยะกันตามใจเช่นเดิม แต่ก็ต้องเริ่มต้นที่การปลูกจิตสำนึกที่ดีให้เยาวชนรุ่นต่อไปเป็นผู้เปลี่ยนแปลง
ครูอ้วนเอากระเป๋าปฐมพยาบาลที่ได้รับจากมูลนิธิมาให้ครูเชอรี่เภสัชกรสาวช่วยแนะนำ ครูอ้วนไม่มั่นใจการใช้ยาเพราะไปอบรมแค่วันเดียว พบว่ามียาน้ำบางรายการที่หมดอายุแล้ว ทั้งที่ครูอ้วนบอกว่าเพิ่งได้รับกล่องยามา ครูเชอรี่จึงอธิบายเรื่องการใช้ยาและการอ่านฉลาก สังเกตวันหมดอายุอีกรอบ และฝากครูวีซื้อยาแก้ท้องเสียที่หมดอายุแล้วมาเปลี่ยนให้ใหม่ นอกจากนั้นยังพบเด็กชายจงรักษ์มีอาการแพ้เรื้อรัง เกิดผื่นคันที่ใบหน้าและลำคอ อาจเกิดจากสิ่งแวดล้อม จึงเขียนชื่อยาบรรเทาอาการแพ้ฝากครูวีซื้อให้เช่นกัน เพราะเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่อยู่ห่างไกลสถานพยาบาล ครั้งนี้พวกเราจึงซื้อเครื่องวัดความดันและปรอทวัดไข้มาไว้ที่โรงเรียนด้วย
เมื่อจบกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ ก็ถึงเวลาขอบคุณผู้สนับสนุนผู้ใหญ่ใจดี หัวหน้าของครูสุฝากเงินมามอบทุนการศึกษาให้  เด็กและครูรวมตัวกันถ่ายรูป กล่าวขอบคุณ โดยมีครูบอยเป็นผู้หารายได้หลักอย่างเป็นทางการ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ได้เวลาส่งครูบางส่วนลงดอยเพื่อกลับไปทำงานต่อเนื่องจากไม่สามารถลางานต่อเนื่องในช่วงวันหยุดปิยมหาราช  เหมือนสาวกAF ที่หิ้วกระเป๋าออกจากบ้าน ครูวีกับครูกุ้งติดรถลงดอยไปส่งด้วย พร้อมซื้อของใช้จำเป็นมาเพิ่มเติม โดยมอบหมายภารกิจป้ายสีให้ประธานหญิงดำเนินการต่อ  เป็นช่วงจับลิงใส่กระด้ง เหล่าเด็กๆผู้หวังดีอยากช่วยงานครูจนถูกกินหัวไปหลายคน กลายเป็นผลงานที่สวยงามและน่าภูมิใจ เนรมิตให้เป็นสถานที่ที่มีสีสันมากที่สุดในหมู่บ้าน เป็นอ่างน้ำและห้องน้ำที่โดดเด่นด้วยสีชมพู ขาว เขียว ลายดอกไม้ น่าใช้ประโยชน์เป็นที่สุด จารึกชื่อครูแต่ละคนบนรอยปูนเปียกเป็นที่ระลึก
เริ่มกิจกรรมรับน้องใหม่โดยพวกเด็กพาคุณครูใหม่ไปน้ำตกของพวกเขาด้วยความภูมิใจ ปล่อยให้ครูหวาน ครูญาดา ปลดปล่อยอารมณ์ศิลปินแต่งเติมลวดลายให้อ่างน้ำนี้ต่อไป แม้ว่าจะมีเสียงร่ำลือถึงความใกล้ของเด็กแต่เป็นความไกลของเรา ก็ไม่หวั่นเพราะตลอดทางที่ไปน้ำตกโดยมี ดช.จะฟู่ เป็นผู้นำทาง แม้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมง แต่ระหว่างทางก็มีดอกไม้ป่า พืชผักสดสด ผลหมากรากไม้ จากเด็กให้เป็นกำลังใจ ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของพวกเขาซึ่งเอาชีวิตรอดจากป่าบ้านเกิด ต้องเดินลุยลำน้ำ ข้ามสะพานไม้ ก้าวขาขึ้นเขา ย่างเท้าลงเนิน ผ่านทิวทัศน์ทุ่งนาข้าวขั้นบันได ลุยฝ่าต้นข้าวดอยที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีทอง จนมาถึงน้ำตก สวรรค์สำหรับเด็ก ไม่รอช้าแก้ผ้าลงเล่นน้ำกันสนุกสนาน ครูเบนซ์ ครูเจินก็ไม่น้อยหน้าดำผุดดำว่าย สมกับเป็นพะยูนจากแดนใต้ ขากลับยังหอบหิ้วกล้วยป่าและผักกูดริมน้ำเมนูประจำถิ่นมาฝากครูคนอื่นด้วย
คืนนี้ไม่มีการรดน้ำดำหัว ผูกข้อไม้ข้อมือ หรือตีกลองเต้น จะคึกเหมือนครั้งก่อน วงดนตรีเมื่อคืนเปลี่ยนจังหวะเพลงจากซาบซึ้งเป็นสนุกสนานโดยที่เด็กมีส่วนร่วมในการร้องเพลงด้วย เพลงที่พวกเขาร้องได้เป็นเพลงฮิตของตั๊กแตน ชลลดา ก่อนที่จะส่งเด็กเข้านอนแล้วต่อด้วยกิจกรรมดูดวงจากพ่อหมอวี เป็นที่ถูกใจบรรดาครูสาว แล้วต่อด้วยวิชาคณิตสำหรับผู้ใหญ่ เปลี่ยนจากนอนนับดาวเป็นนั่งนับเลข กระจายรายได้ให้เจ้ามือเป็นที่สบายใจก่อนนอน

วันที่สาม 22 ตุลาคม 2555

ได้ฤกษ์ดี เก้าโมงเก้านาที ทำพิธีประทับรอยฝ่ามือที่ข้างอ่างน้ำ  ต่อหัวก๊อกด้วยนางแบบรับเชิญ วินาทีที่ต่อสายยางแล้วเปิดก๊อกน้ำ รอจนมีน้ำไหลก็ได้ยินเสียงเฮ ดังลั่นจากพ่องานใหญ่อย่างครูวี ที่กำลังลุ้นตัวโก่ง พวกเราพร้อมเริ่มกิจกรรมสุดท้ายสอนเพลงแปรงฟันโดยครูทราย เป็นครั้งแรกที่ครูทรายทั้งร้อง เต้น อย่างเป็นทางการ แสดงพรสวรรค์ในตัวเอง เมื่อสอนภาคทฤษฎีเสร็จแล้วก็ต่อด้วยภาคปฎิบัติจริงที่อ่างน้ำ

ตอนแรกเด็กๆยังไม่ค่อยให้ความร่วมมือ แต่เมื่อเห็นตุ๊กตาน่ารัก ของฝากจากครูทิพย์ก็วิ่งไปเอาแปรงกับถ้วยน้ำมาร่วมกิจกรรมทันที ทบทวนความรู้ในการแปรงฟันอย่างถูกวิธีแล้วก็พาจัดแถวพาไปปฏิบัติจริงที่อ่างน้ำสีสดใส พร้อมล้างมือด้วยสบู่กันจนฟองกระจาย เสร็จแล้วก็เดินไปโชว์รอยยิ้มสีขาวและมือหอมสะอาดให้ครูโย่งครูหวานครูขวัญดูก่อนเข้าแถวกันรับของขวัญ ครูหวานเปิดบริการเสริมสวยทำผมติดกิ๊ฟให้เด็กทั้งชายและหญิง

            หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมทั้งหมด พวกครูก็ถ่ายรูปร่วมกับพ่อหลวง ผู้นำหมู่บ้าน เตรียมเก็บข้าวของ ก็ถึงเวลากล่าวอำลา เมื่อครูทยอยกันขึ้นรถแล้วเด็กก็หายไปจากโรงเรียน เพื่อไปยืนรอส่งที่ริ้มรั้วหมู่บ้าน มองเห็นยะแฮ่วิ่งตามรถครูโอมมาจนไกล
                 จบภารกิจอย่างสวยงาม เหล่าครูเติมพลังให้ตัวเอง ชำระล้างร่างกายที่โรงแรมภูมณี ก่อนที่ครูกุ้งจะพาไปเที่ยววัดท่าตอน พระอารามหลวงของอำเภอฝาง นมัสการอนุสาวรีย์รัชกาลที่ห้า เนื่องในวันปิยะมหาราช  ชมทิวทัศน์เมืองฝาง ที่รายล้อมด้วยทิวเขา ริมแม่น้ำกก ในขณะที่ครูบางคนก็กระหายกระแสไฟฟ้าให้น้องมือถือประจำกายที่อดอยากมาหลายวัน
ถึงเวลาส่งครูรุ่นที่สองกลับบ้านด้วยความใจหาย เหลือแต่ผู้เข้ารอบสุดท้าย ผู้พิชิตดอยปู่หมื่น มุ่งหน้าผ่านเส้นทางหฤโหดจนน่ากลัวว่ารถจะพัง ลุยป่าฝ่าขึ้นดอย ผ่านโรงเรียนตระเวนชายแดนที่พระเทพเพิ่งเสด็จ เห็นน้ำเต้าสีทอง เขียนว่าต้นกำเนิด Lahu อยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เพราะในตำนานเชื่อว่า ชาวเขาเกิดมาจากน้ำเต้า ปู่หมื่นเป็นชื่อของผู้นำคนแรกของหมู่บ้าน เช่นเดียวกับชื่อจะโต๊ะ
ต้อนรับมื้อแรกบนปู่หมื่น โฮมสเตย์ด้วยข้าวไม้ไผ่  ข้าวสวยห่อใบไม้ใส่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วเผาไฟจนข้าวสุก เป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอม  มีครูสุกับครูเบิ้มคู่รัก มารออยู่ก่อนแล้ว ในคืนนั้นอากาศที่ปู่หมื่นหนาวเย็นกว่าที่จะโต๊ะ มีหมอนวดพื้นบ้านมาจับเส้นแก้ปวดให้ประธานชายจนร้องเสียงหลง  แต่ก็ต้องอดทนต่อไป เพราะถูกแม่หมอดุว่า ถ้าไม่เจ็บก็ไม่หายสิเพื่อเป็นการแก้กรรมที่สะสมความเหนื่อยล้ามาหลายวัน ฉันนอนฟังเสียงอดีตนายทหารเรือร้องโอดโอยจนน่าสงสาร
วันสุดท้าย 23 ตุลาคม 2555
ตื่นมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ชมไร่ชา กาแฟ เฝ้ารอสตอร์เบอรี่ที่จะออกผลในสามเดือนข้างหน้าครูกุ้งทำไข่ใบตองให้ชิม ครูวีทอดหมูอร่อย ครูหวานโชว์ฝีมือกล้วยบวชชี ก่อนเดินทางกลับลงดอยปู่หมื่นผ่านเส้นทางเดิม นั่งท้ายรถรับลม ชมวิวตลอดทางไปน้ำตกปู่หมื่น เล่นน้ำ ถ่ายรูปกันสนุกสนาน แล้วครูกุ้งก็ขับรถพาไปเที่ยวบ้านไม้หอม พบความมหัศจรรย์ของไม้ฮิโนกิ แวะสักการะศาลเจ้าเมืองฝาง-พระนางสามผิวที่โดดบ่อน้ำสละชีวิตเพื่อปกป้องเมืองในอดีต ถ่ายรูปหน้าวัดท่ารุงที่มีสถาปัตยกรรมพม่าสวยแปลกตา ซื้อของฝากที่กาดกัลยา ก่อนเดินทางกลับขึ้นรถทัวร์นิววิริยะ กลับกรุงเทพ

เมื่อถึงหมอชิตก็แยกย้ายกันกลับไปทำภารกิจประจำวันของแต่ละคนต่อ เก็บความประทับใจในครั้งนี้อยู่ในความทรงจำของครูทุกคน และอยากแบ่งปันเรื่องราวให้กับเพื่อนครูที่ติดธุระได้สัมผัสถึงความสุขและคิดถึงมนต์เสน่ห์ของบ้านจะโต๊ะไปพร้อมกัน     ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทั้งแรงกาย แรงใจและแรงเงิน ที่ทำให้กิจกรรมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี