วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แรงบันดาลใจ ครูดอย รุ่นล่าสุด

      ในค่ำคืนแรกของการรวมตัวของครูดอยรอบที่สี่  ใต้หลังคาโรงเรียนบ้านจะโต๊ะที่ถูกซ่อมแซมในรอบที่สอง อากาศภายนอกเริ่มมืดมิดและเหน็บหนาว อาศัยแสงเทียนเพียงไม่กี่เล่ม สร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเองให้กับครูบ้านนอกทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เป็นโอกาสทองสำหรับการเปิดใจระหว่างกัน เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ไม่มีเวลาได้ทำในรอบก่อน ครูบางคนจากที่เคยเป็นแค่คนแปลกหน้า ก็กลายเป็นคนสนิทอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเรามีสารเคมีบางอย่างที่เข้ากันได้ นั่นก็คือ หัวใจอาสา  ยอมเสียสละเวลาอันมีค่า เงินทองส่วนตัวเป็นทุนทรัพย์สำหรับการเดินทาง และร่วมบริจาคสิ่งของตามกำลังศรัทธา เพื่อสร้างความสุขให้กับคนที่เคยไม่รู้จักแต่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนลูกหลานของพวกเราไปแล้ว

ครูและเด็กหน้าห้องน้ำและอ่างล้างหน้าที่เสร็จสมบูรณ์
            เปิดงานด้วยเจ้าภาพหนุ่มใหญ่ครูวีระ ผู้นำที่สมกับเป็นชายชาติทหารเรือ ผู้ไม่เคยเหนื่อยหน่ายกับการสร้างความสัมพันธ์ให้เหนียวแน่น เป็นผู้เหนี่ยวนำให้เกิดเป็นสายใยที่สวยงามระหว่างกลุ่มคนน่ารักที่เรียกตัวเองว่า ครูบ้านนอก 132 บ้านจะโต๊ะ  
- ครูวีบอกเล่าถึงอุปสรรคนานากว่าจะมีการรวมตัวในครั้งนี้ เกือบจะต้องล้มเลิกงานกลางคัน ตั้งแต่เรื่องครูกุ้งกำลังป่วยด้วยโรคปวดหลัง กลัวว่าจะช่วยดูแลกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ ครูวีจึงต้องเสียสละตัวเองขึ้นมาเตรียมงานล่วงหน้าก่อนคนอื่น แต่ละวันต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ขึ้นลงดอย เตรียมความพร้อม วางแผนงาน วันละหลายรอบซึ่งเป็นงานที่หนักหนาพอสมควรสำหรับคนที่อายุใกล้เกษียณที่มีความรับผิดชอบอย่างสูงส่ง

ครูวี ประธานหนุ่ม

ครูแก้วประธานสาว
- ครูแก้วได้สิทธิ์พูดเป็นคนที่สอง ในฐานะประธานหญิงที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น นอกจากเล่นกับเด็ก ทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน แต่สารภาพตามความเป็นจริง ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่ได้มา เพราะต้องลางานและแลกเวรที่โรงพยาบาล ไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะมาไกลขนาดนี้ ดีใจที่ได้พบเจอกลุ่มคนที่มีความคิดตรงกัน ทำงานเพื่อสังคมนั้นยังคงมีอยู่จริง
         แล้วต่อด้วยการรับน้องใหม่ ที่ได้รับคำชักชวนจากเพื่อนครูบ้านนอกรุ่นบุกเบิก ไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวชื่อจริง อาชีพ ฐานะ สถานภาพสมรส เพราะทุกคนเป็นครูเหมือนกัน เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อของการออกค่ายในครั้งนี้อย่างเท่าเทียม  แม้ว่าครูใหม่จะยังพูดไม่เก่งในตอนแรก แต่ก็เป็นถ้อยคำที่พูดออกมาจากหัวใจ โดยมีครูรุ่นพี่ต้อนรับเข้าสู่กลุ่มครูบ้านนอก บ้านจะโต๊ะด้วยความยินดีด้วยความเต็มใจ
- ครูเอ เพื่อนครูขวัญ ครูหนุ่มตัวจริงพูดจามีหลักการสมกับที่เป็นอาจารย์พิเศษ สาขาบริหารการท่องเที่ยว พบว่าเด็กเมืองสมัยนี้ห่างไกลจากการมีน้ำใจ คิดถึงผู้อื่นน้อยลง เป็นเวลากว่าสิบสี่ปีที่ห่างหายจากการออกค่ายตั้งแต่สมัยนักศึกษา เนื่องจากทำงานจนไม่มีเวลา ในครั้งนี้อยากกลับเข้าสู่วงการอีกครั้ง เพื่อจะได้ไปสอนลูกศิษย์ได้ ทั้งที่งานยุ่งจนเกือบจะลืมวันเดินทาง โชคดีที่ได้ครูขวัญชวนและคอยเตือนนัดหมาย รู้สึกประทับใจในผัดกระเพราฝีมือครูโย่งที่อร่อยจนไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสมาได้กินบนดอย


ครูเอ

ครูเชอรี่
- ครูเชอรี่เพื่อนซี้ครูแก้ว สาวหมวยเจ้าของร้านขายยาที่มหาชัย มาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งแรก ทั้งที่ไม่เคยออกค่ายตอนเรียนมหาวิทยาลัยเพราะคณะเภสัช เรียนหนัก สาวรูปร่างบอบบางแลดูเหมือนคุณหนู เอาเข้าจริงแล้วก็เป็นขาลุยไม่แพ้ใคร น่ารักจนมีคนถามว่าทำไมไม่ตามครูแก้วมาตั้งแต่รอบแรก ครูแก้วก็รีบตอบว่า “ถ้าพาครูเชอรี่มาด้วย ก็ไม่มีใครมองแก้วสิคะ” เรียกเสียงหัวเราะจากครูหนุ่ม ซึ่งทำให้เข้าใจเหตุผลในทันที
- ครูเบนซ์มือกีตาร์เทพ หนุ่มตี๋จากหาดใหญ่ โชว์เพลงซึ้ง และคารมคมคาย ในฐานะนักธุรกิจที่เคยผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมาแล้ว จนมาถึงวันหนึ่งได้คิดทบทวนว่าตัวเราน่าจะทำประโยชน์อะไรได้มากกว่านี้ โอกาสเหมาะจึงตัดสินใจมาร่วมกิจกรรมกับครูโอม เพื่อนเก่าชาวใต้ แล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้มาเจอคนที่มีจิตใจดีดีเหมือนกัน

ครูเบนซ์

ครูเจิน
- ครูเจิน เพื่อนครูทราย ครูเนิรสเซอรี่ตัวจริงเสียงจริงจากจังหวัดตรัง สาวหมวยผู้มีรอยยิ้มสดใส เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นรอบแรก เป็นผู้นำสอนร้องเพลงเก็บขยะอย่างมืออาชีพ ดีใจที่ได้มาเจอเพื่อนใหม่ที่น่ารัก ชื่นชอบกล้วยป่าที่เด็กเก็บให้ระหว่างทางไปน้ำตก ชมว่าเป็นกล้วยที่อร่อยที่สุดในโลก
            ไม่ต้องเสียงเวลาคั่นโฆษณา ตามต่อมาด้วยครูเก่าที่เคยมาร่วมกิจกรรมแล้วหลายครั้ง เรียงตามอายุ เหลือน้อยไปยังเหลือมาก
- ครูญาดา หมอนวดไทยฝีมือดี ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจมาตั้งแต่ครั้งแรก เพียงแค่อยากลองมาทำกิจกรรมกับครูทิพย์ โดยที่ไม่เคยคาดหวังอะไร แต่กลับได้รับมิตรภาพทั้งจากเพื่อนครูและเด็กๆ ทั้งที่มีคนถาม เพราะสงสัยว่าทำไมมาที่เดิมซ้ำซ้ำ ทำไมไม่เปลี่ยนไปที่อื่นบ้าง แล้วถ้าเราเอาของมาให้เขาบ่อยๆอาจทำให้เด็กเสียนิสัย ครูญาดาก็ยังยึดมั่นในความตั้งใจ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองประทับใจบ้านจะโต๊ะขนาดนี้

ครูญาดา

ครูหวาน

- ครูหวาน ข้าราชการกรมที่ดิน พูดจาไพเราะเสียงหวานเหมือนน้ำตาลเมืองเพชรที่บ้านเกิด ตั้งแต่มาครั้งแรกยังไม่รู้จักใคร ได้เข้ามารวมทีมเพราะคำชักชวนของครูวี  เป็นผู้ที่ชื่นชอบการเสริมสวยให้เด็ก จนประธานหญิงเล่งเห็นความสามารถจึงมอบหมายหน้าที่หาเหาให้เด็กในฐานตรวจสุขภาพ ด้วยความชื่นชอบการถ่ายรูปและเล่นเฟสบุ๊ค ทำให้เพื่อนเราได้เห็นรูปสวยก่อนใคร

- ครูโย่ง  บอกว่าเคยพบเจอคนในสังคมแก่งแย่งชิงดี จึงอยากมาที่นี่ ที่ที่มีแต่คนที่ "ไม่เห็นแก่ตัว"แต่ครูโย่งทำให้เพื่อนกลายเป็นคน"เห็นแก่กิน" เพราะครูหลายคนขอยกให้เมนูพะแนงหมูเป็นสุดยอดที่ต้องกดไลท์ เรียกร้องให้ครูโย่งเปิดร้านอาหารควบคู่กับการเป็นนายธนาคารธนชาติ ครูโย่งตอบรับคำเชิญจากประธานชายโดยตรงให้มารวมภารกิจสำคัญของการออกค่ายในครั้งนี้

ครูโย่ง
ครูสวน
- ครูสวน นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ยอมรับว่าชอบกิจกรรมอาสาอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมาเป็นครูสอนเด็ก เมื่อได้รับคำชักชวนจากครูวี ก็ตอบรับมา รู้สึกประทับใจกับเพื่อนครูทุกคน มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ทุกครั้งก็จะหอบหิ้วข้าวเกรียบปลาของอร่อยจากบ้านเกิดที่ปัตตานี มาทอดสดสดให้เด็กและเพื่อนครูได้อิ่มท้อง พร้อมด้วยกล้องคู่กายคู่ใจที่ถ่ายทอดรูปภาพที่ได้อารมณ์
- ครูทราย ดูแลธุรกิจค้าอะไหล่รถยนต์ของครอบครัว คิดว่าตัวเองเป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ ของภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่ในทุกรอบก็ไม่เคยขาดครูทรายคนนี้ อยากจะขอบอกว่ารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มีครูทรายมาด้วย เพราะแน่ใจได้ว่าจะมีน้องสาวร่วมสถาบันคอยช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ครั้งนี้ประธานหญิงจึงมอบหมายการบ้านวิชาสอนแปรงฟัน ให้ครูทรายได้แสดงฝีมือ ทำการบ้านหาคลิปมาซ้อมเต้น ครูทรายกล่าวปิดท้ายว่าดีใจที่ได้มาเจอเพื่อนๆพี่ๆที่น่ารักทุกคน
ครูทราย
 - ครูบอย ผู้หาทุนสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ วิศวกรหนุ่มอุตส่าห์เดินทางชลบุรีมาเชียงใหม่ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ กระดูกนิ้วก้อยแตกเพราะลื่นล้มขณะขนสัมภาระที่หมอชิต กว่าสองวันที่ต้องเก็บซ่อนความเจ็บปวดภายใต้รอยยิ้ม โดยไม่ล้มเลิกความตั้งใจ กล่าวขอบคุณ มูลนิธิกระจกเงา ครูจะเด็ดที่ชักนำให้เกิดการรวมตัวในครั้งแรก เป็นผู้ริเริ่มคำคมที่ว่า “จากที่คิดว่าจะมาเป็นผู้ให้กลับกลายเป็นผู้รับแทน”
 
ครูบอย

ครูขวัญ


- ครูขวัญ อาจารย์สาวสวยมหาวิทยาลัยนเรศวร สวยหุ่นดีจนผู้หญิงยังแอบมอง เป็นครูบ้านนอกยุคบุกเบิก ก่อนที่จะมาบ้านจะโต๊ะ เคยร่วมกิจกรรมกับกระจกเงามาแล้วสามครั้ง ส่วนที่จะโต๊ะก็ไม่ได้มาทุกรอบเพราะย้ายที่ทำงาน ที่มาเพราะอยากทำให้ความรู้สึกของตัวเองดีขึ้น แม้ว่าครูขวัญจะได้บอกเล่าถึงความกดดันของงานใหม่ที่เจอในวงโต๊ะข้าวซอยหลังลงจากดอย แต่ขอให้รู้ว่าจะมีเพื่อนครูคอยเป็นกำลังใจให้ครูขวัญต่อสู้กับภารกิจที่รออยู่

ครูต้น
- ครูต้น หัวเรี่ยวหัวแรงงานก่อสร้าง หลังจากที่ดื่มด่ำกับสุราจนได้ที่ ก็เรียกเสียงเฮฮา ได้ด้วยวลีที่ว่า “ผมยังโสด” แล้วตามด้วยถ้อยคำซึ้งกินใจที่ว่า เมื่อเราตายไปคงเอาอะไรไปไม่ได้ จึงอยากจะฝากชื่อไว้ ทำประโยชน์ตอบแทนให้สังคมบ้าง สาธุ
- ครูโอมเพี้ยง ขาประจำในทุกรอบ กล่าวเท้าความไปถึงสมัยเด็กในวิชาแนะแนวก็รู้ตัวว่าอยากเป็นครูดอย แต่ในความเป็นจริงก็ไม่สามารถมาอยู่ที่นี่ทุกวันเหมือนครูกุ้งได้ ครูโอมเป็นแม่ทัพนำกิจกรรมเด็กได้ดีมากสมกับเป็นออแกนไนเซอร์มือทอง ถูกชะตาจนเป็นเหมือนกับพ่อบุญธรรมของเด็กน้อยยะแฮ

ครูโอม
- ครูสุสารภาพว่าตัวเองไม่ถนัดเป็นนางงามรักเด็ก เพราะเด็กมีความละเอียดอ่อน จึงชอบช่วยเป็นแรงงานมากกว่า จนเป็นที่มาของตำนานรักกับครูเบิ้ม ผลิตผลความรักจากกามเทพตั้งแต่ค่ายครั้งแรก ให้มุมมองถึงการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ขอขอบคุณสำหรับการเป็นตัวแทนบอกเล่ากิจกรรมดีดีจนได้รับสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับเด็กดอยจากเจ้านายฝรั่ง

ครูสุ
- ครูเบิ้ม เคยเป็นครูอาสาอยู่ที่ปู่หมื่น กว่าสามเดือน ทำงานร่วมกับมูลนิธิกระจกเงามาก่อนใคร
ขอขอบคุณครูญาดา ผู้มีความจำเป็นเลิศ ช่วยเรียบเรียงถ้อยคำที่มีคุณค่า น่าจดจำ ขออภัยหากถ่ายทอดขาดตกบกพร่อง เพราะไม่ได้บันทึกด้วยเทคโนโลยี แต่บันทึกด้วยความทรงจำ กลายเป็นบันทึกไม่ลับ ใต้แสงเทียน ฉบับนี้ ขอขอบคุณครูบ้านนอกทุกคน ผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีดีครั้งแล้วครั้งเล่า ขออนุญาตเผยแพร่เรื่องราวน่าประทับใจในโลกอินเตอร์เน็ต ให้ผู้คนได้รู้จักกลุ่มครูบ้านนอก บ้านจะโต๊ะเพิ่มขึ้น

รวมครูสาว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น