บันทึกการเติบโตของบ้านจะโต๊ะ ...แม้เวลากว่าสามร้อยหกสิบห้าวันที่ผ่านไป นับจากการไปทำกิจกรรมในครั้งแรกที่บ้านจะโต๊ะ พวกเราคนที่เรียกตัวเองว่า "ครู" อาจจะไม่รู้สึกตัวว่าพวกเราถึงเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในโลกของบ้านจะโต๊ะ ผ่านสายตาคนนอกอย่างพวกเรา กลับได้สัมผัสกับการพัฒนาเชิงวัตถุในหลายอย่าง ตั้งแต่เห็นถนนลาดยางในบางช่วงของเส้นทางที่ทุรกันดาร ตามด้วยป้ายทางเข้าหมู่บ้านจะโต๊ะ ที่ครูดอยตัวจริงอวดว่าเพิ่งทำเสร็จเดือนก่อน (ป้ายแดงจริงๆทั้งที่เป็นสีเขียว) เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าบ้านจะโต๊ะยังมีตัวตนอยู่ แล้วลองหลับตาย้อนนึกถึงถนนเข้าหมู่บ้าน พอลืมตามาก็ถึงสถานที่ที่คุ้นตา
พวกเราทั้งสิบสี่ชีวิตได้กลับมาที่โรงเรียนบ้านจะโต๊ะอีกครั้ง ครูกุ้ง หญิงสาวผู้ท่มเทยังน่ารักเหมือนเดิม เด็กน้อยชาวดอยตั้งตารอพวกเราเหมือนครอบครัวที่กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงเทศกาล เห็นอาคารหลังใหม่สีขาวพร้อมอุปกรณ์ที่ได้รับจากชมรมเข้าป่าทำบุญ มีป้ายกิจกรรมวันเด็กที่ผ่านมาขององค์กรการกุศลจากเกาหลี ครูกุ้งแนะนำให้รู้จักกับครูอ้วนครูผู้ช่วยคนใหม่ที่มาช่วยแบ่งเบา ห้องน้ำที่มีอายุครบหนึ่งปีถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า บานประตูมีรอยแยกที่ถูกเทปกาวปิดไว้ สารพัดประโยชน์เพราะเป็นทั้งห้องสุขาและที่ล้างจานในหนึ่งเดียว
แม้ว่าจะมีครูแปลกหน้ามาด้วย แต่เด็กจะโต๊ะก็สัมผัสได้ถึงหัวใจของครูทุกคน และคิดถึงครูรุ่นบุกเบิกที่ไม่ได้มาด้วย อย่างตอนตั้งใจดู เพลงของครูขวัญกันตาแป๋ว พวกเราได้เจอเด็กหน้าใหม่ที่เพิ่งเกิด แล้วก็น่าใจหายที่ได้รู้ว่าเด็กบางคน(จะฟู่) ต้องออกจากหมู่บ้านเพื่อตามครอบครัวไปทำงานนากุ้ง “พบกันเพื่อจาก” สักวันเราคงจะได้เจอกันอีก
ครั้งนี้พวกเรารวบรวมข้าวของ เงินบริจาคคนละเล็กละน้อย “จัดเต็ม” เสื้อผ้ากันหนาว ขนมนมเนย ที่เหมาซื้อจากโลตัสที่ฝางก่อนขึ้นดอยกันจนเต็มท้ายรถกะบะ(หลายรถเข็นห้างจนแทบไม่มีที่ยืน) สปอนเซอร์หนุ่มใหญ่ใจดียังแถมไอติม ( ที่ไม่ว่าหนาวแค่ไหน เด็กก็กินไปน้ำมูกเยิ้มไป) ข้าวเกรียบปลาฝีมือครูสวน ผัดซีอิ๊วรมควันฝีมือครูผึ้งครูหนุ่ม หมูฝอยแสนอร่อยของฝากครูทิพย์ และอื่นๆอีกมากมายสำหรับเด็กบ้านจะโต๊ะ
ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ของครูในรอบนี้สุขสบายขึ้นมาก พวกเรานอนรวมกันบนโรงเรียน ไม่เงียบเหงาเพราะมีเสียงบรรเลงตอนคืน อากาศที่หนาวเหน็บจนทำให้ครูบางคนก็ไม่อาบน้ำ ลับหลังเด็กแล้วก็มองหน้ากัน อยากคิดเลขหนึ่งถึงเก้าแต่ไม่มีใครเตรียมมา เพราะกลัวเสียภาพพจน์ สำหรับกระเพาะของพวกครูก็ได้รับการอนุเคราะห์โดยพ่อครัวกระทะเหล็ก เริ่มต้นมื้อแรกด้วยขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ ต่อด้วยมื้อค่ำเป็นข้าวดอย ไข่ดาว น้ำพริกและผักกูดที่เก็บสดสดมาจากริมห้วยท้ายหมู่บ้าน ตื่นมาก็อิ่มอร่อยกับอาหารเช้าสุดหรูขนมปังปิ้ง ไข่ต้ม น้ำมะตูม ปิดท้ายด้วยผัดซีอิ๊วที่แย่งกันกินกับเด็ก ก่อนลงจากดอย
เด็กสาวบ้านจะโต๊ะยังคงร้องเต้นได้พริ้ว โดยเฉพาะเพลง”มะหมีแซะ” มีเพลง versionใหม่ที่ไม่เคยได้ยิน ประทับใจตอนที่ครูโอมเพี้ยงให้เด็กแต่ละคนพูดคำว่า “บ้านจะโต๊ะ”แล้วให้คนอื่นร้อง “เฮ้” ทำให้พวกเราได้อมยิ้มเมื่อเห็นเด็กน้อยท่าทางขี้อาย กล้าแสดงออกด้วยภาษาไทยที่ยังไม่แข็งแรง รวมไปถึงสีหน้ามีความสุข แววตาสนุกสนานตอนที่พาเด็กลงเล่นน้ำกันจนหน้าซีด ปากสั่น ฉันได้พบพรสวรรค์ในตัวด.ญ.เพ็ญศรีที่สอนเล่นสะบ้าลาหู่ หรือเรียกว่า “มะอี้ชี่” อนาคตของเธออาจจะได้เป็นทีมชาติเปตอง เพราะฝีมือเทพมากๆ ยังมีดาวเด่นอีกหลายดวงไม่ว่าจะเป็น จะแฮ , กานต์ ,สมเจตน์, สุดา, จิราพร, นามีติ ที่เม้าท์กันไม่หวาดไม่ไหว
พัฒนาการของเด็กน้อยที่เติบโตท่ามกลางธรรมชาติ ต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่ขาดแคลน สอนให้เด็กดอย รู้หน้าที่ มีน้ำใจ พูดรู้เรื่องกว่าเด็กเมืองที่เอาแต่เล่นเกม กินขนม เวลา หนึ่งปีที่ผ่านไปทำให้ฉันได้เห็นความเจริญที่กำลังก้าวเข้าสู่บ้านจะโต๊ะ แม้ว่าจะยังล้าหลังกว่าที่อื่นอยู่มาก แต่ก็ช่วยถนอมรักษาความใสซื่อบริสุทธิ์ของผ้าขาวแห่งดินแดนบ้านป่าเมืองเขาเอาไว้
พัฒนาการของเด็กน้อยที่เติบโตท่ามกลางธรรมชาติ ต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่ขาดแคลน สอนให้เด็กดอย รู้หน้าที่ มีน้ำใจ พูดรู้เรื่องกว่าเด็กเมืองที่เอาแต่เล่นเกม กินขนม เวลา หนึ่งปีที่ผ่านไปทำให้ฉันได้เห็นความเจริญที่กำลังก้าวเข้าสู่บ้านจะโต๊ะ แม้ว่าจะยังล้าหลังกว่าที่อื่นอยู่มาก แต่ก็ช่วยถนอมรักษาความใสซื่อบริสุทธิ์ของผ้าขาวแห่งดินแดนบ้านป่าเมืองเขาเอาไว้
ค่ำคืนเดียวบนดอยพวกเรานั่งรอบกองไฟ เต้นจะคึก รดน้ำดำหัว ผูกข้อมือ ได้ถือโอกาสร้องเพลง happy birthday ย้อนหลังให้ครูผึ้ง จุดไฟเย็นที่เด็กดอยคงไม่เคยเห็น แต่ก็ไม่ลืมที่จะแบ่งปันกันเล่น ภาพน่าเอ็นดูของน้องจักรพรรดิที่แบกกลองจะคึกมาตีทั้งที่ตัวสูงกว่ากลองแค่คืบ ทำให้พวกเรารู้ว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นลาหู่จะถูกสืบสานต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น
ช่วงนำร้องเพลงก่อนกลับ จู่จู่เด็กที่กำลังเต้นก็วิ่งออกนอกห้อง ปล่อยให้ครูเอ๋อเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กว่าจะสืบภาษาลาหู่จนรู้ว่าเกิดอุบัติเหตุ ต้องรีบนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลฝางด่วน แค่นึกภาพก็เห็นทางคดเคี้ยว หน้าผาสูงชันรออยู่ข้างหน้า ยิ่งทำให้ฉันคิดถึงการต่อสู้กับโชคชะตาของชาวบ้านจะโต๊ะที่เลือกเกิดไม่ได้ จึงได้แต่ภาวนาขอให้ทุกคนปลอดภัย
ร่างกายของพวกเราอาจจะเหนื่อยล้ากับการเดินทาง แต่ในใจของพวกเรากลับได้รับการเติมเต็มไออุ่น ถ้าบอกว่าไปเที่ยวเชียงใหม่แค่เสาร์อาทิตย์คงไม่มีใครยอมมา แต่การมาของพวกเราครั้งนี้มีความหมายมากกว่านั้น คุ้มค่ากับการจากที่นอนอุ่นสบาย มานอนพื้นแข็งเย็นลำบาก ต้องใช้เวลาอยู่บนรถมากกว่าอยู่บนดอย พวกเรามาแค่ไม่กี่วันเทียบไม่ได้เลยกับครูกุ้งผู้ที่เป็นเสาหลักของโรงเรียนบ้านจะโต๊ะแห่งนี้และเป็นแรงบันดาลใจของพวกเราทุกคน
ขอขอบคุณครูกุ้งที่ดูแลให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ครูวีประธานผู้ประสานงาน ครูโอมเพี้ยงผู้นำเสียงหัวเราะมาฝากเด็ก และครูทุกคนที่มาด้วยหัวใจเมตตาที่เต็มเปี่ยม ส่วนตัวฉันเองยอมรับว่าไม่ได้เตรียมตัวมาเหมือนรอบแรก นอกจากอ้อมกอดและรอยยิ้มที่อยากทำให้พวกเขาอบอุ่น มีความสุขก็พอใจแล้ว
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ teamwork ของครูวี ครูทิพย์ ครูตุ๊ก ครูญาดา ครูหวาน ครูแมว ครูสวน ครูผึ้ง ครูหนุ่ม ครูโอมเพี้ยง ครูทราย ครูนุ ครูปุ้ย และครูแก้ว ที่ทำให้ความตั้งใจของพวกเราสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอบคุณพรหมลิขิตที่บันดาลให้พวกเราได้มาทำบุญร่วมกัน
เมื่อใดที่พวกครูเหนื่อย ท้อแท้ จงนึกถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กน้อยผู้เข้มแข็งที่พร้อมจะเป็นกำลังใจให้กันและกัน ขอให้พวกเราทุกคนได้ภูมิใจว่าเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของเด็กบ้านจะโต๊ะตลอดไป


















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น